อู้งานขั้นเทพได้สนุกได้งาน

เรื่องนี้ไม่ได้สอนให้อู้ค่ะ (รู้นะคิดอะไรอยู่ ^ ^) แต่อยากให้ผ่อนคลายในเวลาที่เหมาะสม Follow me !!!

Credit by :: http://www.oknation.net/blog/independant/2014/10/20/entry-3

หากจะพูดถึงเรื่องเบื่องาน ใครๆก็เป็นครับถึงแม้ว่าคนๆนั้นจะชอบงานของเขาแค่ไหนก็ตามแต่หากเราทำอะไรซ้ำๆบ่อยๆ หรือบางครั้งก็เกิดทัศนคติขัดแย้งกับงานแล้วหละก็ อาการ “เบื่อ” ก็จะพยายามขยายตัวขึ้นในสมองของคุณ เมื่อคุณเบื่องานของคุณมากๆเข้า หลายคนอาจจะบอกว่า หลายคนอาจจะบอกว่าเปลี่ยนงานใหม่ พอเปลี่ยนไปแล้วไม่นานคุณก็จะกลับมาเข้าสู่วงจรเดิมอีกนั้นแหละครับ ในบทความนี้ผมจะไม่พูดถึงการปรับทัศนคติ หรือว่าการลาออกนะครับ แต่ผมจะชวนคุณมา “อู้งานกัน”

การอู้งานนั้นจะทำให้เราผ่อนคลาย สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นไม่ต่างจากการนอนกลางวันเลยหละครับ ยังจำได้ไหมครับในเรื่อง “พรสวรรค์” ในตอนนี้ผมอยากให้คุณผู้อ่านหลับตา นึกถึงสิ่งที่คุณรักที่จะทำ ไม่ว่าจะเป็น ดนตรี กีฬา อ่านหนังสือ เขียนกลอน แต่งเพลง วาดภาพ หรืออะไรก็แล้วแต่ที่คุณรักที่จะทำมัน เอาหละครับ นึกออกกันรึยัง ของผมมีอยู่ 6 อย่างเลยแหละ เสร็จแล้วใช่ไหมครับ ทีนี้เราก็มาอู้งานกันได้แล้ว ลองมองดูว่าในการทำงานของคุณสามารถอู้งานแบบไหนได้บ้างโดยที่เจ้านายไม่ละแคะระคาย อย่างของผม ผมก็มานั่งเขียนบทความให้คุณอ่านอยู่นี่ไงครับผมนั่งพิมพ์ในโปรแกรม Microsoft Word โดยที่เจ้านายก็ยังนึกว่าผมกำลังทำงานอยู่ หรือถึงแม้ว่าเจ้านายรู้ว่ากำลังอู้งาน เจ้านายก็ไม่ค่อยว่าอะไรเพราะการนั่งพิมพ์อะไรลงไปใน Microsoft Word มันดูดีกว่านั่งเล่น Face Book หรือนั่งดู Youtube เป็นไหนๆ จริงไหมหละครับ พอเวลาเจ้านายไม่อยู่ผมก็หยิบ I-PAD ขึ้นมา เสียบหูฟัง เปิดโปรแกรม Peano แล้วก็นั่งบรรเลงอยู่คนเดียว บางครั้งแทนที่ผมจะอ่าน E-Book ใน I-PAD ผมก็เปลี่ยนไปอ่านใน คอมพิวเตอร์แทน เพื่อให้ดูดีในการทำงานขึ้น “อย่าทิ้ง สิ่งที่คุณรักไปนะครับ”

ในตอนที่ผมเริ่มเรียน มัธยมปลาย ผมเลิกกิจกรรมทุกอย่างที่ผมรัก ทั้งเล่นดนตรี เขียนกลอน วาดรูป แล้วผมก็มาตั้งใจเรียนเพียงอย่างเดียว มันทำให้ผมเครียดมาก หนำซ้ำ การเรียนก็ไม่ได้ดีขึ้นเลย แต่พอตอนนี้ผมเริ่มอู้งาน การทำงานก็กลายเป็นเรื่องสนุก ผมมีความกระตือรือร้นที่จะ มาทำงานทุกวัน ผมทำงานได้ดีขึ้น(อู้งานได้เก่งขึ้นด้วย) หนำซ้ำงานของผมกับเสร็จตรงตามเวลาทุกครั้ง ลองดูสิครับ เวลาคุณเบื่อๆก็อู้งานซะพอเริ่มเบื่อเรื่องที่อู้งานก็กลับมาทำงานของคุณ เอาไปเอามาเรื่องงานที่คุณเบื่อๆอยู่ก็จะกลายเป็นเรื่องสนุก เวลาคุณทำงานปกติก็เหมือนกับคุณกำลังอู้งานจากเรื่องอื่นเท่านั้น

ใครจะไปรู้หละครับว่าวันหนึ่งการอู้งานของคุณจะกลายเป็นสิ่งที่วิเศษที่สุดที่คุณเคยทำมาก็ได้ วันหนึ่งอาจจะมี สุนทรภู่ คนที่สอง ที่เกิดจากการอู้งาน แล้วมานั่งแต่งกลอนเล่นๆ หรืออาจจะมีนัก Piano มือทอง จาก การอู้งานมาเล่นบน I-PAD หรือบางครั้งเราอาจจะได้ จิตรกร มือหนึ่ง จากการนั่งว่ารูปเล่นบนโต๊ะทำงาน อาจจะมีหนังสือการ์ตูนขายดีอันดับหนึ่งที่เกิดจาก โต๊ะพนักงานบัญชี หรือ เลขาหน้าห้อง ผมมีความเชื่อว่าทุกสิ่งดีๆเกิดขึ้นได้แม่ว่าจะไม่มีอะไรพร้อมเลยสักอย่าง ขอให้ทุกท่านอู้งานโดยไม่โดนจับได้นะครับ

- – - – - – - – - – - – - – - – - – - – - – - – - – - – - – - -
Share by :: m_army

ความอยากรู้อยากเห็น คือขุมพลังกระตุ้นสมอง

ภาพแม่จูงลูกเดินในขณะที่ลูกเล็ก ๆ เอียงคอถามแม่ด้วยเสียงจ๋อย ๆ ว่า “แม่ฮะไอ้นั่นอะไรฮะ?” “แล้วไอ้นี่ล่ะ อะไรฮะ?” เป็นภาพที่เราพบเห็นกันบ่อย เด็กในวัยเรียนรู้ภาษานั้นช่างซักช่างถาม แกจะถามว่า “อะไร” หรือ “ทำไม”ตั้งแต่เช้าจรดเย็นทีเดียว ไม่ว่าเราจะมีงานยุสักเพียงใดก็ตาม ไม่ควรละเลยคำถามของเด็กและเห็นเป็นสิ่งน่ารำคาญ ถ้าเราดุแกว่าหนวกหูหรือสั่งให้อยู่เงียบ ๆ เด็กจะเลิกถามคำถามไปเลย การที่เด็กถามคำถามไม่หยุดหย่อนเพราะแกมีความอยากรู้อยากเห็นอยู่เต็มเปี่ยม ในหัวของเด็กเล็ก ๆ นั้น มีจำนวนคำถามบรรจุอยู่พอ ๆ กับปริมาณของดวงดาวบนท้องฟ้าทีเดียว เวลาเด็กเห็นสิ่งแปลกใหม่ ความอยากรู้จะกระตุ้นให้สมองของแกทำงานทันที เท่ากับเป็นการฝึกสมอง และช่วยให้สมองพัฒนาขึ้นด้วย
พ่อแม่ต้องดูแลรักษาต้นหน่อของความอยากรู้อยากเห็นของลูกเอาไว้ให้ดี อย่าเผลอถอนทิ้งเพราะความเกียจคร้านของตนเองเป็นอันขาด เวลาเด็กหมกมุ่นอยู่กับการเล่นของแก แสดงว่าการเล่นนั้นตอบสนองความอยากรู้อยากเห็นของแกได้ ทำให้เด็กอยากเล่นสนุกยิ่งขึ้น เด็กที่มีระดับความอยากรู้สูง จะพัฒนาพลังความคิด จินตนาการ สร้างสรรค์ ความรู้จักสังเกต และความสามารถในการตัดสินใจได้อย่างรวดเร็ว เมื่อเด็กๆ หาคำตอบให้กับความสงสัยข้อหนึ่งของแกได้ คราวนี้แกจะสงสัยในสิ่งซึ่งลึกซึ้งยิ่งขึ้นไปอีก และจะก้าวหน้าต่อไปเรื่อย ๆ อย่างไม่หยุดยั้ง

การที่ผมหมกมุ่นอยู่กับเครื่องบินจำลองในวัยเด็ก เพราะผมมีความอยากรู้อยากเห็นสิ่งแปลกใหม่ หากเป็นเครื่องบินแบบเหมือน ๆ กันละก็ ผมทำไม่กี่ลำคงเบื่อ เครื่องบินจำลองกระตุ้นให้ผมคิดว่าทำอย่างไรจึงจะทำให้มันบินได้ไกล ๆ ? จะสร้างเครื่องบินแบบที่หุบขาล้อเองโดยอัตโนมัติได้หรือไม่ ? จะสร้างเครื่องบินที่โปรยใบปลิวโดยอัตโนมัติได้ หรือไม่ ? ผมอยากเห็นสิ่งใหม่ ๆ จึงพยายามปรับปรุงเครื่องบินของผมไปเรื่อยๆ สร้างเครื่องใหม่ทีไรประสิทธิภาพก็ดีกว่าเครื่องเก่า ทำให้ผมหมกมุ่นอยู่กับการสร้างเครื่องบินจำลองอยู่หลายปีทีเดียวครับ  ไม่เฉพาะแต่ในวัยเด็กเท่านั้น เมื่อเติบโตเป็นผู้ใหญ่หากความอยากรู้อยากเห็นมิได้สูญหายไปสมองของเราก็จะเฉียบไวอยู่เสมอ

หลังจากที่ผมจบการศึกษา จากคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยโตเกียว (TODAI) ผมเข้าทำงานที่บริษัทมิตซุยบุซซัง (Mistuibussan) ทางบริษัทจัดให้ผมอยู่ในแผนกเครื่องบินพิเศษ ซึ่งสังกัดฝ่ายเครื่องยนต์ เพราะผมจบวิศวกรรมศาสตร์ และชอบเครื่องบิน ผมมีหน้าที่ขายเฮลิคอปเตอร์ ผมเลือกเข้าบริษัทมิตซุยบุซซังเพราะต้องการศึกษา วิชาการขายซึ่งเป็นจุดอ่อนของผม แต่พนักงานขายซึ่งพูดไม่เก่งอย่างผม ย่อมเทียบชั้นเชิงการขายกับพนักงานที่จบจากโรงเรียนพาณิชย์ได้ยาก อย่างไรก็ตามผมประสบความสำเร็จสูงในการขายเฮลิคอปเตอร์ โดยไม่ต้องเลี้ยงดูปูเสื่อลูกค้าเลยครับ เพียงแต่อาศัยจินตนาการการสร้างสรรค์ และเทคนิคในการปรับปรุงสินค้าเท่านั้นเอง เคล็ดลับของความ สำเร็จคือ “ความสนใจค้นหาคำตอบ” ของผม

ลูกค้าผมต้องจ่ายเงินจำนวนมากเพื่อซื้อเฮลิคอปเตอร์ เพราะฉะนั้นผมคิดว่าตัวผมซึ่งเป็นผู้ขายควรรู้จักเฮลิคอปเตอร์เป็นอย่างดีด้วย ผมจึงขึ้นเครื่องจากคิวชิว (Kyushu) จนถึงฮอกไคโด (Hokkaida) และทำสถิติบินรอบประเทศญี่ปุ่น 1 รอบได้สำเร็จ เฮลิคอปเตอร์นั้น มีใบพัดอันใหญ่ติดอยู่ที่ส่วนหัว เมื่อใบพัดหมุน จะตีอากาศลงด้านล่างทำให้เครื่องลอยตัวขึ้น เวลาเครื่องขึ้น รอบ ๆ จะเต็มไปด้วยฝุ่น ผมต้องอาบฝุ่นจากหัวลงมา พอรู้สึกตัวก็รีบหลับตา แต่ช้าไปเสียแล้ว เศษผงทรายเข้าไปติดขอบตาบนทำให้น้ำตาหยดไม่ยอมหยุด จุดนี้เองที่สมองผมถูกกระตุ้นให้ทำงานด้วยความอยากรู้คำตอบว่าทำไมมันถึงติดขอบตาบน ? ตามธรรมดามันน่าจะติดขอบตาล่างนี่นา” ผมจึงตั้งข้อสันนิษฐานว่า ผงทรายซึ่งถูกใบพัดของเฮลิคอปเตอร์ตีนั้น อาจสะท้อนขึ้นมาจากพื้นดินอีกครั้งก็ได้ หลังจากนั้นผมก็ใช้ทฤษฎี “ผงทรายเข้าขอบตาบน ของผมนี้มาผลิตเครื่องพ่นยาฆ่าแมลงด้วยเฮลิคอปเตอร์ชื่อ “นาคาซันดัวต้า” (NAKASANDUSTA) ซึ่งสามารถฆ่าแมลงที่เกาะอยู่ใต้ใบพืชได้สำเร็จ ด้วยเหตุนี้เฮลิคอปเตอร์จึงขายดี จนกระทั่งปัจจุบันนี้ก็ยังเป็นตัวทำเงินให้กับแผนกเครื่องบินและยานอวกาศของบริษัทมิตซุยบุซซัง โดยมียอดขายสูงถึงหนึ่งแสนล้านเยน (สองหมื่นล้านบาท)

ความอยากรู้อยากเห็นและความสนใจค้นหาคำตอบเป็นต้นกำเนิดของความคิดอิสระและสร้างสรรค์ แต่น่าเสียดายที่คุณสมบัติเหล่านี้โดยทั่วไปจะด้อยลงตามอายุขัยซึ่งมากขึ้นของคนเราด้วยเหตุนี้เราต้องพยายามส่งเสริมและพัฒนาความอยากรู้และความสนใจค้นคว้าของเด็ก เพราะวัยเด็กเป็นวัยที่มีคุณสมบัติเหล่านี้อยู่เต็มเปี่ยม ส่งเสริมให้เด็กสนใจสิ่งแปลกใหม่ รู้จักคิด รู้จักสังเกต และแสวงหาคำตอบด้วยตนเอง ต่อจากนั้น เด็กก็จะมีความอยากรู้อยากเห็นในสิ่ง ซึ่งลึกซึ้งยิ่งขึ้น ถ้าเราฝึกให้เด็กมีนิสัยเช่นนี้ได้ เด็กจะเกิดความอยากรู้ขึ้นมาเอง และกระตุ้นให้สมองทำงานอย่างเฉียบไวด้วย หากคนเราขาดความอยากรู้อยากเห็นเมื่อใด สมองก็จะเฉื่อยชาลงไปเรื่อย ๆ

ความอยากรู้อยากเห็นสิ่งแปลกใหม่นั้น นอกจากจะช่วยพัฒนาสมองแล้ว ยังทำให้สมองสามารถปรับตัว เปลี่ยนรูปแบบได้ ดังเช่นเต้าหู้ ไม่เป็นสมองแข็งทื่อดุจก้อนอิฐก้อนหิน

—————-

www.doctor.or.th/article/detail/6541

จับความตื่นเต้น….ตื่นใจใส่ลูกค้า

โดย : รศ. ดร. ธีรยุส วัฒนาศุภโชค

การสร้างได้เปรียบทางการแข่งขันอย่างทรงประสิทธิภาพ ณ นาที นี้ การมุ่งตอบสนองความต้องการของลูกค้าเป้าหมายให้เกิดความพึงพอใจแต่เพียงอย่างเดียว อาจไม่เพียงพอแล้วครับ เนื่องจาก การแข่งขันที่มีความรุนแรงมากขึ้น คู่แข่งขันทุกรายก็สามารถที่จะตอบสนองความต้องการดังกล่าวได้ไม่แตกต่างกันมากนัก ดังนั้นการสร้างความตระหนักที่แตกต่าง หรือการสร้างความตระหนักรับรู้แบบตื่นเต้นยากจะลืม ถือเป็นอีกเทคนิคหนึ่งที่นำมาเป็นกลยุทธ์ที่น่าสนใจในขณะนี้

โดยหนึ่งในตัวอย่างการสร้างนวัตกรรมที่กระตุ้นให้ลูกค้าเกิดความตื่นตาตื่นใจ ไม่เบื่อหน่าย กระชุ่มกระชวยกับสินค้าและบริการของกิจการตลอดเวลา นั่นคือ การใช้เวลาที่มีอยู่อย่างจำกัด เร่งเร้าให้ลูกค้าเกิดความตื่นเต้นกับแคมเปญหรือข้อเสนอสุดพิเศษ ซึ่งจะหมดอายุในเวลาอันสั้น เน้นให้ส่วนลดที่น่าจูงใจเป็นพิเศษ และมีเวลาให้ตัดสินใจไม่นาน และจะปิดดีลข้อเสนอดังกล่าว หากลูกค้าไม่รีบตัดสินใจ

ธุรกิจค้าปลีกสมัยใหม่แห่งหนึ่ง นำกลยุทธ์ดังกล่าวมาใช้ โดยมีการนำเสนอ แคมเปญสุดฮอต คือ โปรแกรม “ขายด่วน” ที่กำลังได้รับความนิยมมากในขณะนี้ กับสินค้าหลากหลายสารพัดสิ่งที่จำหน่ายในร้านค้าของตน เพื่อสร้างความตื่นเต้นให้กับลูกค้าอย่างไม่ลืมเลือนครับ
ซึ่งเจ้าแคมเปญ ขายด่วน นี้ ต้องเรียกว่าด่วนจริงๆ เพราะจะนำเสนอดีลลดราคาสุดๆ อาจจะเกินกว่าครึ่งของราคาสินค้าปกติที่วางขายกันอยู่เลยทีเดียว และที่ว่าด่วนนั้น ก็หมายความว่า ราคาที่ลดมโหฬารดังกล่าว จะคงอยู่เพียงแค่ไม่กี่วินาทีเท่านั้นต่อสินค้าแต่ละชนิด หากลูกค้าไม่คลิกตอบตกลงว่าจะซื้อสินค้าภายใต้ดีลนั้น ภายในเวลาดังกล่าว ข้อเสนอสุดแสนยั่วใจนี้ก็จะหายไปทันที ซึ่งหากเสนอมาให้แล้วไม่ตกลงซื้ออะไรเลยในช่วงหนึ่ง ดีลอาจจะหายไป และอาจจะไม่กลับมาให้สิทธิพิเศษอีกต่อไปแล้วก็เป็นได้ครับ

ซึ่งขั้นตอนการเสนอแคมเปญขายด่วนนี้ จะดำเนินการผ่านทางเว็บไซต์เท่านั้น และจะนำเสนอสินค้าให้ลูกค้าที่เข้ามาเยี่ยมชม ท่านละหนึ่งครั้ง โดยมีสินค้าลดราคาพิเศษมาเสนอให้พิจารณาจำนวนหนึ่ง โดยจะแสดงขึ้นมาทีละชิ้นๆละเพียงแค่ไม่กี่วินาทีเท่านั้น หากท่านไม่คลิกโอเคภายในเวลา สินค้าราคาพิเศษชิ้นนั้นก็จะหลุดลอยหายไป จะขึ้นชิ้นใหม่มาให้ท่านดูอีก จนครบทั้งจำนวน และหากท่านไม่คลิกสนใจสั่งซื้อใดๆเลย เว็บไซต์จะแจ้งแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้ง และบอกว่าราคาพิเศษนี้อาจจะไม่มีให้ท่านอีกแล้ว

ซึ่งหากท่านเข้ามาในเว็บนี้อีกครั้ง อาจจะไม่ได้รับการเสนอแคมเปญขายด่วนนี้อีกก็เป็นได้ครับ นับว่าเป็นการเล่นกับอารมณ์ความรู้สึกของลูกค้าไม่น้อยทีเดียว ลูกค้าเองก็จะรู้สึกตื่นตาตื่นใจกับข้อเสนอที่รุมเร้าให้ต้องตัดสินใจภายในระยะเวลาที่กำหนด ถือเป็นการกระตุ้นให้เกิดการตัดสินใจซื้อของลูกค้าได้เป็นอย่างดี

อีกกรณีหนึ่ง ที่น่าสนใจไม่น้อย คือ ธุรกิจที่เกี่ยวกับการให้คูปองออนไลน์ ซึ่งในขณะนี้ เป็นที่ฮอตฮิตกล่าวขวัญกันในหมู่คนรุ่นใหม่อย่างมากไม่แพ้กัน โดยเฉพาะในโลกยุคสังคมไร้สายอย่างในปัจจุบัน ซึ่งมีการพูดคุยเล่าสู่กันฟังถึงดีลลดสะบั้นหั่นแหลกแบบสุดๆของสินค้า/บริการต่างๆ ที่นำมาเสนอให้กับลูกค้าถึงหน้าจอคอมพิวเตอร์กันเลยครับ

ซึ่งธุรกิจก็ถือว่า มีการนำความตื่นเต้น ตื่นตา เข้ามาใช้ในการกระตุ้นกิจการสร้างความแตกต่างให้กับธุรกิจอย่างมากเช่นกัน โดยอาจไม่เพียงแต่นำเสนอคูปองลดราคาสุดสุดในสารพัดผลิตภัณฑ์ ผ่านทางสื่ออิเล็กทรอนิกส์ทั้งเว็บไซต์และโทรศัพท์มือถือ แต่ยังนำไปผนวกกับนวัตกรรมสร้างสรรค์ที่นำสู่ความแตกต่างดังกล่าวอีกด้วย

โดยจะมีการนำคูปองออนไลน์ราคาสุดพิเศษ มานำเสนอให้กับลูกค้าและนำมาผูกกับเงื่อนเวลาที่จำกัด โดยดีลพิเศษดังกล่าวนั้น อาจจะยืนราคาดังกล่าวอยู่แค่ไม่นานนัก และเมื่อท่านคลิกดูดีลแล้ว ก็เริ่มมีการนับเวลาถอยหลังกันเลย ว่าท่านมีเวลาเท่าไร หรืออาจจะแสดงเป็นรูปนาฬิกาติ๊กต๊อกให้เห็นจะจะกันเลยว่า ว่าเมื่อไรจะหมดเวลา เป็นต้น เรียกว่าบีบคั้นอารมณ์ความรู้สึกไม่น้อย ลูกค้าก็จะตื่นเต้น ว่าจะตัดสินใจยังไงดี จะหาข้อมูลเพิ่มให้ทันเวลาที่กำหนดก่อนจะจะตัดสินใจได้หรือไม่ ก็ถือว่าเป็นการสร้างรสชาติในการช็อปปิ้งออนไลน์อย่างเป็นเอกลักษณ์ครับ

ซึ่งหลายกรณี หากลูกค้าจะเข้าไปเลือกซื้อหาคูปองสินค้าลดราคาพิเศษสุดดังกล่าวนั้น อาจจะต้องระบุโลเกชั่นถิ่นที่อยู่ของลูกค้าก่อน เพื่อสามารถระบุตำแหน่งแห่งที่ และจะได้ทำการค้นหาดีลลดราคาสารพัดสินค้าบริการหลากหลายของร้านต่างๆที่อยู่ในละแวกนั้น ระบุระยะทางให้ทุกท่านทราบด้วยว่าไกลใกล้เท่าไร อยู่ตรงไหน เพื่อให้ลูกค้าทราบถึงความสะดวกสบายในการเดินทาง และประเมินความเป็นไปได้ในการใช้บริการ

ซึ่งดีลต่างๆที่นำเสนอนี้ จะมีความหลากหลายมาก ตั้งแต่อาหารการกิน สินค้าอุปโภคบริโภค สินค้าแฟชั่น บริการสุขภาพและความงาม บัตรเข้าชมโชว์ สวนสนุก พิพิธภัณฑ์ รวมถึง บันเทิงต่างๆมากมาย เรียกว่ามีหมดครบเกือบทุกอย่างเท่าที่ลูกค้าจะมีความต้องการ โดยราคานั้นก็พิเศษจริงๆ หลายๆดีลอาจจะลดราคากว่าครึ่งถึงกว่า 70% เลยด้วยซ้ำ ยั่วทั้งใจ แถมความตื่นเต้นแถมพกมาอีกด้วยนั่นเอง

นึกถึงนวัตกรรมสร้างสรรค์ความแตกต่างให้กับลูกค้าครั้งใด อย่าลืมพิจารณาความแตกต่าง พร้อมความตื่นเต้น ตื่นใจ ให้กับลูกค้านะครับ

————————-

www.manager.co.th/mgrWeekly/ViewNews.aspx?NewsID=9550000040355

เพราะมีอิทธิบาทไม่ครบ 4 ข้อ ความสำเร็จจึงขาด ๆ วิ่น ๆ

buddhadasa cartoon

สวัสดีครับ

คุณธรรมข้อหนึ่งที่เราถูกสอนมาตั้งแต่อยู่ชั้นประถม-มัธยม คืออิทธิบาทสี่ ฉันทะ วิริยะ จิตตะ วิมังสา ถ้ามีอิทธิบาท 4 ทำอะไรก็สำเร็จทั้งนั้น

ผมเข้าใจว่าใน 4 ตัวนี้ ถ้าถามให้อธิบายความหมาย เด็กไทยจะอธิบายคล่องเฉพาะ 2 ตัวแรก ส่วน 2 ตัวหลังจะอธิบายไม่คล่องนัก

ในที่นี้ผมขอพูดทีละตัว โดยสรุปความหมายที่เจาะจงจริง ๆ

ฉันทะ คือรักที่จะทำ

วิริยะ คือขยันที่จะทำ

จิตตะ คือมีสมาธิในการทำ

วิมังสา คือ หาทางปรับปรุงวิธีทำ

มีบางคนบอกว่า ถ้ามีความรักซะอย่างเดียว อย่างอื่นก็จะตามมา เมื่อก่อนผมก็เชื่ออย่างนี้ แต่ตอนนี้ชักจะค่อยไม่เชื่อ

และได้ข้อสรุปว่าสาเหตุที่หลายคนฟิตภาษาอังกฤษไม่สำเร็จ ก็เพราะมีอิทธิบาทไม่ครบ 4 ข้อ

คนบางคนยืนยันหนักแน่นว่าเขารักภาษาอังกฤษ แต่พอถึงเวลาศึกษาก็หยุดอยู่แค่นั้น ความรักหรือฉันทะของเขาแผ่วเบาเหลือเกิน

ไม่ไหลต่อเป็นการลงมือทำ หรือแม้ลงมือทำ ก็หยุด-สะดุด-ชะงักได้อย่างง่ายดาย วิริยะของเขาผิวเผิน เจออุปสรรคก็ยอมแพ้ เจอปัญหาก็ถอดใจ

ถัดไปก็คือจิตตะ เรื่องของใจที่หนักแน่น สงบ และว่องไว…

บางคนมีฉันทะใจรักเต็มร้อย มีวิริยะอดทนเต็มล้าน แต่ไม่มีจิตตะ จึงทำให้ความรักและความอึดในการเรียนอังกฤษ เหมือนเรือรั่วรอวันล่ม เพราะแพ้ภัยที่เกิดจากใจตัวเอง

ใช่! จิตตะแปลว่าสมาธิ คือตาเปิดกว้าง 100% เพื่อฝึกอ่าน หูเปิดกาง 100 % เพื่อฝึกฟัง ปากพร้อมที่จะฝึกพูด มือพร้อมที่จะฝึกเขียน ไม่วอกแวกแต่ตั้งมั่น

แต่จิตตะยังหมายรวมไปถึงใจที่รอได้ คอยได้ เมื่อผลสำเร็จยังไม่แสดงตัว ไม่บ่นออกเสียง ไม่บ่นในใจ ไม่รู้สึกว่าล้มเหลวเมื่อยังเรียนไม่รู้เรื่อง ไม่รู้สึกท้อเมื่อเดินไปยังไม่ถึง

ในขณะที่ผมชื่นชมเด็กไทยหลายคนซึ่งเรียนภาษาอังกฤษโดยมีฉันทะเต็มร้อย มีวิริยะเต็มล้าน แต่ก็รู้สึกเศร้าที่เห็นเขามีจิตตะไม่ถึงห้าสิบ

จิตตะเป็นคุณภาพของใจที่ต้องฝึก แต่ที่มันฝึกยากเพราะเรายอมใจให้สังคมครอบงำมานาน เราทุกคนเกิดมามีใจเหมือนสิงโตที่หนักแน่น สงบ และนิ่งพร้อมตะครุบเหยื่อ

แต่เราเชื่องเพราะสังคมเลี้ยงเราเหมือนแมว และเราก็เชื่อว่าเราเป็นแมวจริง ๆ ไม่สามารถทำอะไรที่สิงโตทำได้

เรื่องสุดท้ายคือวิมังสา คือหาทางปรับปรุงวิธีเรียนให้ดีขึ้น เราต้องคิด-คิด-และคิดว่า มีวิธีใดที่เราจะเรียนได้ดีขึ้นภายใต้ข้อจำกัดสารพัดอย่าง เช่น ไม่มีครูคอยแนะ

ไม่มีเพื่อนคอยเชียร์ ไม่มีคนให้ฝึกด้วย ไม่มีเวลาเหลือแหล่ให้เรียน ไม่มีพื้นแข็งแรงให้รื้อฟื้นได้รวดเร็ว และอีกสารพัดขาดแคลนที่ชวนให้ไม่อยากฝึก

เราต้องมองให้ทะลุว่า มันเป็นเรื่องธรรมดาที่เมื่อลองทำก็จะเจอปัญหา แต่ถ้าเราพยายามใช้สมองซึ่งมีวิมังสาเป็นเซล ปัญหาจะกระตุ้นให้เราคิดต่อเพื่อหาทางออก

ทั้งสามสิ่งนี้คือ (1)ปัญหา (2)คิดแก้ปัญหาเพื่อหาทางออก (3)เดินตามทางออกที่มองเห็น (ด้วยฉันทะ-วิริยะ-จิตตะ)   มักคลุมเครือและขัดข้องเมื่อเริ่มครั้งแรก ๆ แต่เมื่อทำไม่หยุด ทางออกก็จะค่อย ๆ สว่างและกว้างขึ้น

ผมขอให้ท่านที่รักจะได้รับประโยชน์จากภาษาอังกฤษ ใช้อิทธิบาทให้ครบสี่ตัว ทั้งฉันทะ-วิริยะ-จิตตะ-วิมังสา และผลในการเรียนภาษาอังกฤษของท่าน ก็จะมีครบทั้งความสำเร็จและความสุขดังที่หวัง

——————————-

www.e4thai.com/e4e/index.php?option=com_content&view=article&id=1186:dhamma-for-success&catid=60&Itemid=124

ความสุขซ่อนไว้ที่ไหน ?

มาร ๓ ตน…แอบมาขโมย

เอาความสุขของมนุษย์ไป
…แล้วก็ปรึกษากันว่าจะ
เอาไปซ่อนที่ไหนดี…

ตนแรก ก็ว่าควรเอาไป
ซ่อนไว้ที่ภูเขา…ที่สูงที่
สุดในโลก…

แต่มารตนที่ ๒ ว่า
เพื่อนเอ๋ย มนุษย์นั้นไม่กลัว
ความสูง…แต่กลัวหายใจ
ไม่ออก…เพราะสังเกตุได้
ว่า…ดำน้ำได้นิดเดียวก็
ทะลึ่งพรวดขึ้นมาแล้ว…
เพราะกลัวหายใจไม่ออก.
..แต่บนภูเขาอากาศดี…
มนุษย์ชอบไปเที่ยวภูเขา.
..เอาไปซ่อนไว้ใต้บาดาล
จะดีกว่า…

มารตนที่ ๓ แย้งว่า…อย่าเลยเพื่อน
เอ๋ย…มนุษย์มันเก่ง…
สร้างเครื่องมือหาของ
ในทะเล…ในอากาศได้.
..เดี๋ยวมันก็หาเจอ…

แต่สังเกตุได้ว่านัยน์ตา
มนุษย์มองไปข้างนอก…
หูก็ชอบฟังเสียงข้างนอก.
ชอบไปเที่ยวข้างนอก…
เราควรแอบเอาไปซ่อน
ไว้ที่ใจมันดีกว่า…มนุษย์
หาไม่เจอแน่…เพราะว่า
มนุษย์ชอบมองหาความ
ผิดของคนอื่น…ไม่ชอบ
ขัดใจตัวเอง…ไม่ชอบดู
จิตใจตัวเอง…

มารน้อยทั้ง ๓ตน…
ก็ตกลงความเห็นเป็นเช่น
เดียวกัน…ตั้งแต่นั้นมามาร
น้อยก็เอาความสุขมาซ่อน
ไว้ที่ใจ.

..มนุษย์ผู้โง่เขลา
จึงออกไปหาความสุขที่อื่น.
..ที่ภูเขา…ที่ชายทะเล…
ตามที่ต่างๆ..ก็ยังหาความ
สุขไม่เจอ…พยายามออก
ไปหาความสุขข้างนอก
อยู่เสมอ…ทั้งๆที่ความ
สุขที่ตามหาอยู่นั้น…ซ่อน
อยู่ที่ใจตัวเองตลอดเวลา……
————————-

www.facebook.com/WizardKidTrader/posts/683821048326847

รุ่นนี้ทำยากหน่อยครับ ผมเพิ่งเสิร์ชในเน็ต แล้วลองทำตามดู

บทความคัดลอกมาจาก รุ่นนี้ทำยากหน่อยครับ ผมเพิ่งเสิร์ชในเน็ต แล้วลองทำตามดู
เผยแพร่เพื่อเป็นประโยชน์ต่อบุคคลทั่วไป มิได้มีเหตุผลเพื่อประโยชน์ส่วนตัวหรือเพื่อการพานิชย์แต่อย่างใด

“รุ่นนี้ทำยากหน่อยครับ ผมเพิ่งเสิร์ชในเน็ต แล้วลองทำตามดู”
นี่ถ้าเป็นประโยคที่ออกจากปากนักออกแบบเท่ๆ สักคน
ผมคงไม่แปลกใจ

แต่ผมไม่อยากจะเชื่อหูตัวเอง
ว่าประโยคนี้จะหล่นออกมาจากปากของพ่อค้าตัวดำๆ
ที่กำลังยกมือไหว้ประหลกๆ ให้ผมช่วยซื้อของเขาหน่อย

เมื่อวานผมนั่งกินข้าวกับครอบครัวอยู่ริมทะเลที่หาดปราณบุรี
พ่อค้าคนนี้ก็เข้ามาพร้อมกับเสนอขายสินค้า
เขาขายตุ๊กตารูปสัตว์ต่างๆ ที่ทำจากใบลานเอามาสานกัน
รูปปลาตะเพียน รูปตั๊กแตน คุณคงนึกออก

“ตั๊กแตนตัวละ 14 บาทครับ ปลาตะเพียนด้วยครับ
ทำมาจากใบลานจากอยุธยา ไม่เน่าครับ มันจะแห้งไปเอง”
ผมสะดุดใจการตั้งราคาตั้งแต่แรก เป็นราคาที่แปลกมาก
ก่อนที่ประโยคต่อมาจะทำให้ผมไม่ลังเลที่จะอุดหนุนเขาทันที

“อันนี้เป็นกุ้งครับ 16 บาท ทำยากหน่อย
ผมเพิ่งเสิร์ชในเน็ตว่ามันทำยังไง แล้วลองทำตามดู”

โอ้ววว ผมขออนุญาตร้องเป็นภาษาวัยรุ่นสมัยนี้ว่า
“อุต๊ะ! อุต๊ะ!”
พ่อค้าเร่ขายของตามร้านอาหารยังเสิร์ชอินเทอร์เน็ต!!!

ครับ! โลกมันเปลี่ยนไปแล้วจริงๆ
หลังจากผมทึ่งไปหนึ่งรอบกับลุงยามที่หน้าหมู่บ้านผม
เพราะแกตั้ง LINE group ให้คนทั้งหมู่บ้าน
แล้วคอยแจ้งข่าวสารประจำหมู่บ้าน
มาตอนนี้ก็ทึ่งพ่อค้าคนนี้อีกรอบ

เรื่องนี้ทำให้ผมนึกถึงประเด็นที่ถ้าคนไม่สังเกต
ก็อาจไม่เคยมองเห็น
ยุคนี้เป็นยุคที่ทุกคนแข่งกันพัฒนาตัวเอง เพิ่มมูลค่าให้ตัวเอง
ใครจะไปคิดว่าธุรกิจ “เรียนพิเศษ” ของเด็กๆ ที่ว่าเฟื่องฟู
ตอนนี้กำลังถูกธุรกิจ “เรียนพิเศษ” ของผู้ใหญ่ตีตื้นมาติดๆ

ว่าแต่อะไรคือ “ธุรกิจเรียนพิเศษของผู้ใหญ่”?
“สัมมนา” ไงล่ะครับ
“เรียนภาษา” ไงล่ะครับ
“อบรมธุรกิจ” ไงล่ะครับ

ผมเองทั้งอยู่ในธุรกิจนี้และมีเพื่อนๆ อยู่ในธุรกิจนี้
เห็นเลยว่ามีคนที่ “หวังดีกับตัวเอง” มากมาย
พวกเขายอมที่จะเอาเวลาหลังเลิกงานที่ควรจะพักผ่อน
เอาเวลาเสาร์อาทิตย์ที่ควรจะนอนเล่นอยู่บ้าน
เอามาเสริมความรู้ให้กับตัวเอง
เพราะพวกเขารู้แล้วว่าโลกนี้ตัดสินกันด้วยความรู้ความสามารถ
ไม่ใข่พละกำลังเหมือนกับยุคอุตสาหกรรมแล้ว

—-

วันนั้นสรุปผมได้ตุ๊กตาใบลานมาสี่ตัว
แน่นอนว่าต้องมี “กุ้ง” ดีไซน์ล่าสุดอยู่ด้วย

ก่อนมุ่งหน้ากรุงเทพ เราแวะเข้าห้างดังของหัวหิน
ซื้อของนิดหน่อยจากร้านค้าในห้าง
ผมได้ยินพนักงานแคชเชียร์พูดภาษาอังกฤษคล่องแคล่ว
ชนิดที่ว่าเพื่อนผมที่ไปเรียนต่างประเทศมาเป็นปี
ยังพูดไม่ดีเท่านี้
ผมนึกถึง AEC ที่กำลังจะมาถึง…

ยุคนี้เป็นยุคที่ทุกคนแข่งกันพัฒนาตัวเอง
แข่งกันเพิ่มมูลค่าให้ตัวเอง
พ่อค้าเร่ที่ปราณบุรี
ลุงยามที่หมู่บ้านผม
พนักงานแคชเชียร์ที่หัวหิน
เค้ารู้แล้วว่ายุคนี้ต้องพัฒนาตัวเอง
แล้วเราล่ะครับ รู้หรือยัง?

วิธีเปิดร้านค้ากับ ibuy

วิธีเปิดร้านค้ากับ ibuy

1. เข้าไปที่ www.ibuy.co.th คลิกที่ปุ่ม  i want to sell มุมบนสุดด้านขวามือ

2. คลิกที่ปุ่ม

3. หน้าต่อไประบบจะถามว่าคุณเป็นสมาชิกแล้วหรือยัง ถ้ายังก็คลิกที่ “ยังไม่เป็นสมาชิก” ถ้าเป็นสมาชิกแล้วคลิกที่ “เป็นสมาชิก” แล้วทำขั้นตอนต่อไป

4. ทำการสมัครสมาชิก (หากเรายังไม่ได้เป็นสมาชิก) กรอกข้อมูลให้ครบง่ายมาก แล้วคลิกปุ่ม ยอมรับ

5. หน้าต่อไปจะเป็นการกรอกรายละเอียดเกี่ยวกับร้านค้าของคุณ กรอกข้อมูลให้ครบถ้วน คลิกปุ่ม ตกลง

6. คุณจะได้หน้าตาระบบแบบนี้เป็นหน้าจัดการข้อมูลเกี่ยวกับร้านค้าเป็นอันเสร็จพิธี ขอให้สนุกกับการแต่งร้านนะค่ะ

ท่านเบื่อไหมโพสงานที่ไหนก็เสียตังค์ จะหาคนมาทำงานทีมันวุ่ยวายจริงๆ

ท่านเบื่อไหมโพสงานที่ไหนก็เสียตังค์ จะหาคนมาทำงานทีมันวุ่ยวายจริงๆ

ปัญหานี้กำลังจะหมดไปเมื่อท่านใช้ http://programmerdesigner.in.th โพสงานกันฟรีๆ ไปเลย โพสงานหางานกันง่ายๆ ไม่ต้องเสียตังค์

เว็บนี้ใช้ WordPress Engine ทำออกมาพอใช้ได้ ง่ายกว่าทำเองแน่นอน ใช้เวลาติดตั้งประมาณ 10 นาที ก็ใช้งานได้แล้ว สนนราคาอยู่ที่ $119

แต่ขอหยิบมาลองก่อน สินค้ามันต้องลองถึงจะรู้ใช่มั้ย เดี๋ยวถ้ากระแสดีจะทำใช้เอง เอ้ยซื้อมาใช้นะท่านเจ้าของ

สมัครงาน, หางาน, รับสมัครงาน, งานบริษัท,

วิธีใช้งานก็ง่ายมากๆ

ลงประกาศสมัครงานฟรี ในหมวดงาน
สมัครงาน, หางาน, รับสมัครงาน, งานบริษัท, graphic, designer, web design, graphic design, programmer, โปรแกรมเมอร์, นักออกแบบ, home design, fashion design, it job, รับสมัคร programmer, web programming, web programmer
ไปที่  http://programmerdesigner.in.th ลองใช้กันเลยครับ

ประกอบคอมใช้เองง่ายนิดเดียว(ต่อ)

คราวที่แล้วเราได้รู้จักส่วนประกอบต่างๆของคอมพิวเตอร์กันแล้ว มาถึงคราวนี้เราจะมาถึงการเลือกซื้อคอมพิวเตอร์กันนะครับ การที่เราจะซื้อคอมพิวเตอร์ซักเครื่องนึงนั้นสิ่งที่เราต้องคำนึงถึงในการเลือกซื้อก็คือ เราจะเอาเครื่องคอมพิวเตอร์เครื่องนั้นมาใช้งานด้านไหน เราจึงจะรู้ว่าเราควรเลือกชิ้นส่วนแต่ละชิ้นอย่างไร แบบไหน ชนิดไหน ราคาเท่าไหร่ ผมจะแบ่งออกเป็น 3 แบบนะครับ

1. ใช้งานทั่วไป คอมพิวเตอร์ที่เราจะเลือกซื้อมาประกอบให้ใช้งานทั่วไป เช่น ใช้พิมพ์งาน เล่นอินเตอร์เน็ต ดูหนัง ฟังเพลง เล่นเกมส์เด็กๆ นิดๆหน่อยๆ ถ้าเป็นแบบนี้เราก็เลือกซื้อแบบที่มีทุกๆอย่างพร้อมบน Mainboard ตัวเดียว หรือที่เรียกกันว่า Onboard คือ Mainboard ตัวเดียวจะประกอบไปด้วยการ์ดจอ การ์ดเสียง การ์ดแลน ต่อไปก็ CPU เลือกใช้เป็น CPU Celeron หรือถ้าเอาดีขึ้นมาหน่อยก็ใช้เป็น CPU dual Core ความเร็วประมาณ 2 ปลายๆถึง 3 GHZ ต่อไป Harddisk  คำนึงถึงการเก็บข้อมูลว่า จำเป็นต้องเก็บขอมูลมากน้อยเพียงใด ถ้าเก็บเยอะก็เอาความจุเยอะ เก็บข้อมูลไม่เยอะมีแต่งานอย่างเดียวไม่ได้เก็บหนัง เก็บเพลงมากมาย ก็ไม่ต้องเอาความจุเยอะมาก แต่ปัจจุบันนี้ Harddisk มีราคาถูกกว่าเมื่อก่อนมาก ขนาดความจุที่นิยมใช้กันปัจจุบันก็น่าจะเป็น 500 GB หรือ 1 TB ต่อไป Ram เลือกใช้ความจุประมาณซัก 1 GB กำลังดีกับเครื่องประมาณนี้ งบประมาณของเครื่องแบบนี้ก็ประมาณ ไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท ไม่รวมจอนะครับ จอเลือกขนาดความใหญ่เล็กได้เองตามชอบใจครับ แนะนำ 17-22 นิ้ว

2. ใช้งานทั่วไปและใช้งานด้านเขียนโปรแกรม และเล่นเกมส์ ที่มีกราฟฟิกสูงๆ เครื่องที่ซื้อมาใช้งานจำพวกนี้ต้อง เน้นหนักไปที่ การ์ดจอกับ RAM โดยจำป็นต้องใช้การ์ดจอแยกต่างหาก โดยยิ่งความจุเยอะก็จะยิ่งทำให้การแสดงผลเวลาใช้งานยิ่งดี ไม่มีการกระตุกของภาพ แนะนำซัก 1 GB ส่วน RAM ก็ใช้ซัก 4 GB CPU ก็ใช้เป็น Core 2 Dual I3 หรือ I5 ก็ได้ Harddisk ก็เลือกตามการใช้งานเหมือนเดิม ราวๆ 500 GB-2 TB งบประมาณของเครื่องแบบนี้ก็ประมาณสองหมื่นบาท บวกลบนิดหน่อยครับ เหมือนเดิมนะครับไม่รวมจอ จอเลือกขนาดความใหญ่เล็กได้เองตามชอบใจครับ แนะนำ 20-24 นิ้ว

3. ใช้งานแบบงานกราฟฟิกหนักๆ งานแอนนิเมชั่น โปรแกรมจำพวก 3D  ตัดต่อ VDO งานแบบนี้อาจจำเป็นต้องใช้เครื่องจำพวก Workstation แต่ก็สามารถใช้เครื่อง PC ได้เหมือนกันแต่ต้องสเปกแบบขั้นเทพ อัดอุปกรณ์คุณภาพสูงเต็มที่ เริ่มที่ CPU เลือกใช้แบบหลายๆ core ยิ่งดี เอาเป็น Core I7 ต่อไป ram ยิ่งเยอะยิ่งดี เอาเป็นซัก 12 GB ส่วน การ์ดจอ เอาซัก 2 GB Harddisk ซัก 2 TB อันนี้สเปกถือว่าขั้นเทพก็พูได้ ถ้าจัดแบบเต็มที่ราคาก็เกินครึ่งแสนแล้วครับ

สรุปว่าการเลือกซื้อคอมพิวเตอร์ก็ควรจะคำนึงถึงการใช้งานเป็นหลักนะครับจะได้ไม่ต้องเสียเงินไปโดยเปล่าประโยชน์ะครับ

บทวิจัยเกี่ยวกับโลกออนไลน์และผลสรุป vv 555

จากบทวิจัย เรื่องการกำหนดวาระสารในชุมชนออนไลน์ กรณี ศึกษาโต๊ะเฉลิมไทยและโต๊ะราชดำเนิน ของ นส.ผกาพรรณ หะรังษี (วิทยานิพพนธ์ มธ.) กล่าวถึง ประเด็นของเว็บบอร์ดกับการกำหนดประเด็นให้กับสื่อมวลชนและสังคม พบว่า เว็บบอร์ดเป็นสื่อที่สามารถเปิดประเด็นและสร้างกระแสต่างๆ ให้กับสังคมไทยได้ไม่น้อย เนื่องจากเว็บบอร์ดเป็นหน่วยงานทางสังคมรูปแบบหนึ่งที่มีปริมาณการไหลเวียนของข่าวสารมหาศาลซึ่งสื่อมวลชนและประชาชนก็นำประเด็นจากเว็บบอร์ดมาขยายผล

ซึ่งนี้จากผลวิจัย ทำให้ประเมินได้ว่า หากมีใครสักคนโพสต์ประเด็นจนได้รับความสนใจจากผู้คนมากมายนั้น สุดท้ายแล้วประเด็นเหล่านั้นจากโลกออนไลน์ก็จะกลับเข้ามาอยู่อยู่ในสื่อกระแสหลักจนมีการพูดถึงประเด็นนั้นอย่างกว้าง

อย่างไรก็ตามหากประเด็นที่หยิบยกขึ้นมาพูดในเว็บบอร์ด หากผู้โพสต์ไม่มีความรับผิดชอบมีการโพสต์ประเด็นส่วนตัวหรือการเอาเรื่องในที่ลับต่างๆ(เรื่องที่ไม่เกี่ยวกับสังคมโดยรวม)มาเปิดเผย  ก็เป็นการใช้เว็บบอร์ดในทางกล่าวร้ายผู้อื่นถือเป็นเรื่องที่น่าอายและควรประนามอย่างยิ่ง

แต่ในทางกลับกันหากมีการโพสต์ประเดด็นสร้างสรรก็ทำให้เกิดประโยชน์แก่สังคม หรือเป็นเครื่องไม้เครื่องมือในการกระตุ้นเตือนนเรื่องต่างได้

ซึ่งในส่วนของประเด็นสร้างสรรจะขอพูดในลำดับถัดไป คือ จะเป็นเรื่องสังคมออนไลน์กับการส่งเสริมการท่องเที่ยว

ปล.ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่เกี่ยวข้อง ขอแสดงความคิดเห็นนิดหนึ่งแม้วันนี้ผู้บริหารสมาคมฟุตบอลจะไม่ลาออก กับกรณีความผิดพลาดที่เกิดขึ้นกับฟุตบอลไทยแต่ก็เริ่มเป็นประเด็นที่น่าสนใจของสังคม แม้จะอยู่ในพื้นที่เล็กๆของสื่อกระแสหลักก็ตาม เชื่อว่าในระยะยาวหากสังคมออนไลน์มีความเข้มแข้งและมีปริมาณมากๆ การเปลี่ยนในทิศทางที่ดีก็จะเกิดขึ้นกับสมาคมฟุตบอลไทย ที่ไม่ต้องพูดถึงเรื่องบอลโลก และเร็วๆนี้แว่วมาว่า คนใหญ่คนโต หรือเสี่ย น.ในวงการฟุตบอลมีการส่งตัวแทนขึ้นมาแย่งซิงกับนายกฟุตบอลฯคนปัจจุบันก็ถือเป็นเรื่องที่ดีที่ได้มีตัวเลือกบ้างไม่ใช่เอาเฉพาะคนนี้.

ปลาทะเล

Powered by Facebook Like Button plugin for WordPress